แกะรอยจับโจรงัดรถเมียทนายสมชาย


ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับกุมคนร้ายที่งัดรถของนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่หายสาบสูญไปได้สำเร็จ โดยผู้ต้องหาอ้างว่าเหตุที่ลงมืองัดรถถึง สองครั้งเพียงแค่ต้องการทรัพย์สินภายในรถยนต์ ไม่ใช่ต้องการข่มขู่คุกคาม ตามที่ผู้เสียหายปักใจเชื่อตั้งแต่ต้น

ย้อนไปเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน นางอังคณา แจ้งตำรวจว่ารถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีเขียว หมายเลขทะเบียน ภง 6786 กทม.ที่จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 73/5 ซอยอิสรภาพ 11 แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กทม.กระจกหูช้างด้านหลังข้างขวาถูกงัด ภายในห้องโดยสารถูกรื้อค้นจนสิ่งของในรถกระจัดกระจาย แต่คนร้ายไม่ได้เอาสิ่งใดติดมือไปด้วย จากการตรวจสอบฝั่งตรงข้ามบ้านที่เกิดเหตุพบกระจกหูช้างของรถคันดังกล่าว และร่มอีก 1 คัน ถูกนำไปทิ้งไว้ในถังขยะ

นางอังคณา ตั้งข้อสังเกตว่ามีร่องรอยรื้อค้นเอกสารเก่าๆ ม้วนเทปเพลง และตำราของสามี ซึ่งเก็บเอาไว้ที่ช่องเก็บของด้านหน้ารถจนกระจัดกระจาย คล้ายกับว่าคนร้ายต้องการหาเอกสารสำคัญบางอย่าง ทำให้ตนมั่นใจว่า การก่อเหตุในครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเอาทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามคนร้ายก็ไม่ได้นำทรัพย์สินอะไรไป เนื่องจากตนและลูกๆ ไม่ได้เก็บสิ่งของมีค่าไว้ในรถ

ถัดมาอีก 5 วันคนร้ายก็ลงมือโจรกรรมงัดรถของนางอังคณาเป็นครั้งที่สอง ขณะจอดอยู่ที่หน้าบ้านเช่นเดิม หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรุดมาตรวจสอบพบว่ารถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน พย 8574 กทม. จอดอยู่ในสภาพบริเวณกระจกหูช้างด้านหลังข้างขวามีร่องรอยการงัดแงะภายในรถพบร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สิน เบื้องต้นพบว่ามีกระเป๋าหนังสีดำ ซึ่งเป็นกระเป่าเอกสารหายไป และห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร พบว่ากระเป๋าเอกสารดังกล่าว ถูกนำไปทิ้งไว้ในถังขยะหน้าบ้านเลขที่ 675/8

ครั้งนี้นางอังคณา เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการคุกคามและขุ่มขู่ ซึ่งการข่มขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่สามีหายสาบสูญไปเพราะที่ผ่านมาตนได้เรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด และคิดว่าคนร้ายไม่น่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่อยากได้แค่ทรัพย์สิน เพราะคนร้ายไม่ได้แตะต้องสิ่งของมีค่าในรถเลย

หลังเกิดเหตุการณ์ทางพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ได้กำชับให้ฝ่ายสืบสวนของสน.บางยี่เรือ และกก.สส.บก.น. 8 เร่งคลี่คลายคดี โดยตั้งประเด็นคนร้ายประสงค์ต่อทรัพย์ หรือต้องการค้นหาเอกสารบางอย่างในรถ หรือคนร้ายต้องการคุมคามข่มขู่ กับนางอังคณา ซึ่งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนให้เกิดความกลัว จนกระทั่งวันที่ 29 มิ.ย.พ.ต.อ.สุนทร เขมะประภา ผกก.สน.บางยี่เรือ พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิชัย สนสกุล สว.สส. สน.บางยี่เรือ สืบทราบว่าคนร้ายคือนายโสภณ จึงนำกำลังเข้าจับกุม

พ.ต.ท.วิชัย บอกถึงการแกะรอยจับกุมคนร้ายรายนี้ว่า หลักฐานสำคัญได้จากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งสามารถเก็บลายนิ้วมือแฝงของคนร้ายได้ที่รถคันก่อเหตุ ก่อนจะนำลายนิ้วมือแฝงที่เก็บได้ดังกล่าวไปสู่กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนสามารถทราบว่าลายนิ้วมือแฝงที่เก็บได้เป็นของใคร ก่อนจะส่งให้พนักงานสอบสวนยื่นศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับในวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา และสามารถจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ในค่ำวันที่29มิ.ย.

นายโสภณ สารภาพว่ามีอาชีพทำงานก่อสร้าง ต้องการหาเงินไปกินข้าวจึงไปงัดรถผู้เสียหายเพื่อหาสิ่งของมีค่าเท่านั้น โดยจะเลือกก่อเหตุงัดแงะรถยนต์ที่มีหูช้างเนื่องจากว่างัดแงะง่าย ซึ่งได้เรียน รู้วิชาจากผู้ต้องขังในเรือนจำ ขณะที่ตนถูกจำคุก 9 เดือน ในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เมื่อปี2542 ก่อนจะออกมาก่อเหตุอีกครั้ง โดยได้ลองงัดรถยนต์คันแรกคือรถของนางอังคณา เมื่อวันที่7มิ.ย.ที่ผ่านมา

นายโสภณ อ้างว่าไม่รู้ว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถของนางอังคณา แต่ก็ไม่ได้ทรัพย์สินมีค่าไป พบเพียงร่มและเอกสารบางอย่าง ซึ่งตนคิดว่าไม่มีค่า จึงโยนทิ้งถังขยะตรงข้ามบ้านของนางอังคณา โดยไม่มีเจตนาในเรื่องทางการเมืองแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อวันที่11มิ.ย. จึงกลับไปงัดแงะรถอีกครั้ง แต่ไม่ใช่คันเดิม ซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นรถของนางอังคณาอีกคัน แต่ก็ไม่ได้ทรัพย์สินมีค่าไป

สุดท้ายต้องยอมรับว่าการคลี่คลายคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกจากจะต้องการพยานหลักฐานแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คนร้ายมองข้าม แต่ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้ความสำคัญกับคดีของประชาชนโดยเท่าเทียมกัน อย่าเลือกทำแต่คดีดัง ๆเพียงอย่างเดียว

พรรณทิพา จิตราวุฒิพร รายงาน

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. 02 ก.ค. 2552 07

หัวข้อที่ใกล้เคียงกัน

Post a comment